ทีมวิจัย มรภ.กำแพงเพชร ชวน20เกษตรกร ปลุกกล้วยไข่พันธุ์แท้ให้กลับมาเป็นพืชเศรษฐกิจ ทำรายได้หลักร้อยล้าน หลังจากซาไปเพราะไร่อ้อยและมันสำปะหลังแย่งที่จาก 4 หมื่นไร่หดเหลือ 513 เผยแค่ปรับวิธีจัดการแปลงปลูกให้ธาตุอาหารเสริมตามเวลาก็ผลผลิต รายได้เพิ่มทันตา

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) แจ้งว่า ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร นำโดย ผศ. ดร.วิษณุ บัวเทศ ร่วมกับเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่ 20 ราย ปรับวิถีการปลูก จัดการแปลง ปรับดินให้มีคุณภาพ ให้ปุ๋ยและธาตุอาหารเสริมตามช่วงอายุการเจริญเติบโต เพื่อลดต้นทุนการปลูก เพิ่มมูลค่า ทำให้ได้มีน้ำหนักเพิ่มจากเครือละ 4-5 กิโลกรัม เป็น 7.5 กิโลกรัม ผลผลิตเพิ่มจากจาก 1.5 ตันต่อไร่เป็น 2.3 ตันต่อไร่

ทีมวิจัยได้จำแนกสายพันธุ์กล้วยไข่กำแพงเพชรแท้ ซึ่งมีอัตลักษณ์เฉพาะ หวานจัด กลิ่นหอมชัด เนื้อหนึบไม่เปรี้ยว มีจุดกระสีดำบนผิวเมื่อสุกงอมเรียก Sugar Spot หรือความหวานทะลุเปลือก ซึ่งก็เป็นจุดอ่อนเปลือกบางและสุกไว โดยแยกออกจากกล้วยไข่สายพันธุ์อื่น จากจังหวัดตากและนครสวรรค์มาวางขายในจังหวัดกำแพงเพชร และจัดตั้ง “ธนาคารหน่อแท้” รับซื้อหน่อพันธุ์แท้จากสมาชิก เพื่ออนุรักษ์ไม่ให้สูญหายหรือปะปน ชักชวนคนรุ่นใหม่ กลุ่ม Smart Farmer มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรและปราชญ์ชาวบ้าน ร่วมผลิตกล้วยไข่อินทรีย์ ส่งให้เครือข่ายโรงแรม 9 แห่ง ในกรุงเทพฯ ได้ราคากิโลกรัมละ 90 บาท ผลผลิตเกรดรอง นำไปแปรรูปเป็นเบเกอรีและกล้วยทอดสุญญากาศ จัดตั้ง “ล้งตีนเต่า”การรวมตัวกันของเกษตรกร 20 ราย เปิดจุดรับซื้อประกันราคาขั้นต่ำกิโลกรัมละ 16 -25 บาท) ตั้งแต่ปี 2568 ต้นกล้วยที่เหลือทิ้ง ก็รับซื้อกิโลกรัมละ 50 สตางค์ เพื่อหมักเป็นธาตุอาหารอินทรีย์ ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีของกลุ่มจากปีละ 1,000,000 บาท เหลือเพียง 200,000 บาท ล้งยังพัฒนาเป็นศูนย์รวบรวม คัดเกรดผลผลิต และสร้างโรงคัดแยก บรรจุผักหรือผลไม้สดตามหลักเกณฑ์กระทรวงสาธารณสุข เพื่อการพัฒนามาตรฐานจากกล้วยไข่ GI ไปสู่ GAP โดยเสนอแนะกับผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร จนเกิด “แผนพัฒนากล้วยไข่จังหวัดกำแพงเพชร (ปี พ.ศ. 2566–2570)” ฉบับแรกของจังหวัด

ผศ. ดร.วิษณุ กล่าวว่าผลการปรับวิธีปลูก มุ่งสู่มาตรฐาน GAP ทำให้ได้มูลค่าเพิ่มเป็น 18 ล้านบาท จากที่เคยได้ 11 ล้านบาท(กก.ละ10บาท) บนเนื้อที่513 ไร่ และจังหวัดมีเป้าหมายขยายไปถึง3,000 ไร่ อาจคิดเป็นรายได้ 350–500 ล้านบาทต่อปี

รายงานแจ้งว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการกล้วยไข่กำแพงเพชรบนฐานทุนทรัพยากรพื้นถิ่น เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่อย่างยั่งยืนโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ตามกรอบวิจัย “การพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการในพื้นที่ (Local Enterprises) บนฐานทรัพยากรพื้นถิ่น เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่” โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้กำกับ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

นายนพพล เทพประถม เกษตรกรผู้ร่วมก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร กล่าวว่างานวิจัยช่วยสร้างระบบการผลิตให้มีมาตรฐานเท่าเทียมกันทุกแปลง ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น สินค้ามีคุณภาพสม่ำเสมอ ทำตลาดง่ายขึ้น นำไปสู่การจับคู่ธุรกิจกับห้างค้าปลีกระดับประเทศหลายแห่ง จากเดิมที่เคยส่งผลผลิตได้เพียง 30–40 ตัน ก็เพิ่มเป็นปีละ 60–80 ตันภายในระยะเวลา 2 ปี


กล้วยไข่เคยเป็นพืชเศรษฐกิจของกำแพงเพชร พื้นที่ปลูกมากกว่า 40,000 ไร่ ปัจจุบันแทนที่ด้วยไร่อ้อยและมันสำปะหลัง จนถึงปี พ.ศ.2566 เหลือเพียง 513 ไร่ มีเกษตรกรขึ้นทะเบียน 163 ราย ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) 75 ราย ซึ่งเป็นการปลูกแซมพืชอื่น ๆ รายละ 1–2 ไร่ มีเกษตรกรที่ยังยึดเป็นอาชีพหลักเพียง 3-4 ราย สวนทางกับความต้องการที่สูงถึงปีละ 300 ตัน