วิสาหกิจกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน ปทุมธานี บ-ปรับ-ใช้เทคโนโลยี ปรับปรุงเส้นใยกล้วยให้ได้มาตรฐาน สมาชิกมีรายได้เพิ่มจาก 9,000เป็น 19,200 บาทต่อเดือน


ผ้าเส้นใยกล้วย เป็นสินค้าประจำจังหวัดปทุมธานีอย่างหนึ่ง สร้างรายได้ให้กับผู้ผลิตหลายชุมชน วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน ที่ตำบลกระแชง อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ผลิตผ้าใยกล้วยบัวหลวง ทำจากเส้นด้ายกาบกล้วยที่อ่อนนุ่มคล้ายผ้าขนสัตว์ ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า OTOP ของจังหวัด สมาชิก ที่มีอยู่20 คน มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 19,200 บาทต่อคนต่อเดือน

รศ. ดร.วารุณี อริยวิริยะนันท์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) หัวหน้าโครงการชุดประสานงานและบริหารจัดการสังเคราะห์และขับเคลื่อนแพลตฟอร์มสร้างรายได้ครัวเรือนด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับชุมชนสู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. กล่าวว่าจังหวัดปทุมธานี มีพื้นที่ปลูกกล้วยมากกว่า 3 หมื่นไร่ มีต้นกล้วยที่ต้องจัดการหลังการเก็บเกี่ยวปีละกว่าสามหมื่นตัน จึงร่วมกับจังหวัดปทุมธานีนำต้นกล้วยมาผลิตเป็นเส้นใยขายให้กับกลุ่มที่สนใจ โดยวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน ตำบลกระแชง อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เป็นรายหนึ่งที่สนใจ


โครงการมีเป้าหมายพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ โดยให้ความรู้การทอผ้าด้วยกี่กระตุก การทอลวดลาย และการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ของตลาด ช่วยแก้ปัญหาการลอกและดึงเส้นใยกล้วย ใช้เครื่องแยกเส้นใยเชิงกลกึ่งอัตโนมัติ พัฒนาโดย ผศ.ดร.มานพ แย้มแฟง คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบรี เพื่อผลิตเส้นใยธรรมชาติจากกาบกล้วยให้ได้ขนาดสม่ำเสมอ มีคุณภาพ สะอาดสูง อย่างรวดเร็ว พอกับความต้องการของอุตสาหกรรมแฟชั่นและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ส่งผลให้ผ้าเส้นใยกล้วยของกลุ่มได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั้งในและนอกจังหวัด และพัฒนาตนเองเป็นนวัตกรชุมชน ที่มีทักษะการรับ-ปรับ-ใช้ เทคโนโลยี และถ่ายทอดให้สมาชิกในกลุ่ม รวมถึงผู้สนใจรายอื่น ๆ ทำให้เต้นกล้วยที่เป็นวัสดุเหลือใช้ เป็นของมีมูลค่าเกิดการซื้อขายกันจริงๆ

นางบุญนภา บัวหลวง ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน และ นวัตกรชุมชนระดับ 4 กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยกล้วยมีทั้งผ้าทอประจำจังหวัด ผ้ามัดหมี่ กระเป๋า เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ทำให้เกิดการจ้างงานในชุมชนตลอดสายพานอาชีพ ทั้งคนทอผ้า คนตัดเย็บผลิตภัณฑ์ คนตัดต้นกล้วยและจัดเตรียมวัตถุดิบ คนปั่นและจัดเตรียมเส้นด้าย รวม 50 คน มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่า 113 เปอร์เซ็นต์ (จาก 9,000 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 19,920 บาท) ทั้งช่วยกำจัดต้นกลัวยหลังฤดูเก็บเกี่ยวได้อีกด้วย

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผอ.หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า ความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน คือตัวอย่างที่ดีการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก โดยธุรกิจชุมชนทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเติบโตของชุมชน (Local Growth Engine) เกิดการกระจายรายได้อย่างแท้จริง จ้างงานจริงใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ของตนเองได้
จากการทำงานกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยในพื้นที่ และผู้ประกอบการธุรกิจชุมชน ภายใต้แพลตฟอร์ม Local Enterprises (LE) พบว่าธุรกิจชุมชนจะจ้างงานในพื้นที่เฉลี่ย 10 ครัวเรือน ตอนนี้มีธุรกิจชุมชนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่าสองหมื่นกลุ่ม ในระยะต่อไปจะเชื่อมต่อกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อกำหนดบทบาทของภาครัฐกับชุมชนที่เหมาะสม ขยายผลไปสู่ SMEs ทั่วประเทศ ทำให้ธุรกิจชุมชนเล็ก ๆ แบบวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวันที่ เป็นกลไกสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากหรือเศรษฐกิจชุมชน ที่ รับ-ปรับ-ใช้เทคโนโลยี และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจมหภาคที่ผันผวนและไม่แน่นอนได้