ข่าวประชาสัมพันธ์

มูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ส่งอาสาฯ-รถ-เรือ-อาหาร-ถุงยังชีพ ช่วย จ.น่าน

มูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ส่งทีมอาสาสมัครลงพื้นที่ จ.น่าน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย มีทั้งรถยกสูง รถกระบะ รถพยาบาล และเรือสำหรับภารกิจกู้ภัย/ช่วยเหลือประชาชน รวมถึงอุปกรณ์สำคัญพร้อมอาหาร และถุงยังชีพ

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ศ.ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษาและประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ได้ให้ความเห็นชอบและสั่งการให้เร่งดำเนินภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัย ฝ่ายภัยพิบัติได้ดำเนินการ ดังนี้

 

1. ทีมปฏิบัติการตอบโต้ภัยพิบัติ ขณะนี้มี ทีมส่วนหน้าจากพิษณุโลกที่ออกเดินทางได้เข้าถึงพื้นที่ อ.ท่าวังผา จ.น่าน แล้ว และทีมเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) อาสาฯ จาก จ.นครราชสีมา อยู่ระหว่างเดินทางเข้าพื้นที่ คาดว่าจะถึงในช่วงค่ำของวันนี้ กำลังปฏิบัติการประกอบด้วยเจ้าหน้าที่และอาสาฯ รวมประมาณ 19 คน พร้อมรถยกสูง รถกระบะ รถพยาบาล และเรือสำหรับภารกิจกู้ภัย/ช่วยเหลือประชาชน รวมถึงอุปกรณ์สำคัญ ได้แก่ เรือท้องแบน เจ็ตสกี เครื่องปั่นไฟ อุปกรณ์ส่องสว่าง โดรน ความร้อนกู้ภัย PPE บอร์ดเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และวิทยุสื่อสาร เบื้องต้นจะจัดกำลังเป็นทีมปฏิบัติการส่วนหน้า เพื่อเข้าประเมินสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยจะปรับกำลังและพื้นที่ปฏิบัติการตามสถานการณ์จริง

 

2. การสนับสนุนอาหารผู้ประสบภัย ทีมเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ จะออกเดินทางจากสำนักงานกรุงเทพฯ ด้วยรถกะบะ 2 คัน ได้เตรียมอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน จำนวน 300 ชุด (900 กล่อง) สำหรับนำไปสนับสนุนผู้ประสบภัยในพื้นที่

3. การจัดถุงยังชีพ ได้รับอนุมัติให้จัดถุงยังชีพ จำนวน 500 ถุง เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในระยะเร่งด่วน ขณะนี้แผนกจัดซื้อและแผนกคลังอยู่ระหว่างดำเนินการจัดซื้อและเตรียมสิ่งของ โดยวางแผนการบรรจุถุงยังชีพในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ณ พื้นที่ กองบินราบ 11 ซึ่งอยู่ระหว่างการประสานและเตรียมพื้นที่ จากนั้นจะใช้รถ บรรทุกหกล้อของมูลนิธิฯ โดยขอความอนุเคราะห์พนักงานขับรถจากสภากาชาดไทย ขนส่งถุงไปยังพื้นที่

 

4. การติดตามสถานการณ์ ฝ่ายภัยพิบัติจะติดตามสถานการณ์ตามแนวการไหลของมวลน้ำจากอำเภอ ปัว → ท่าวังผา → ภูเพียง → เมืองน่าน → เวียงสาอย่างต่อเนื่อง โดยทีมภัยพิบัติ คาดการณ์ว่าพื้นที่อำเภอเวียงสา เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเป็นพื้นที่คอขวดรับน้ำ และให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่มีน้ำเพิ่มสูงขึ้น พื้นที่เข้าถึงยาก และพื้นที่ที่มีประชาชนต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน เพื่อให้ทีมปฏิบัติการสามารถเข้าช่วยเหลือได้ตรงจุดและทันต่อสถานการณ์.