ทำไม “ป่า” ถึงไม่ทำให้ “คนอยู่ดี” และทำไมผืนป่าที่เคยเป็นแหล่งชีวิตของผู้คน ถึงไม่สามารถสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ชุมชนได้


ป่ากว่า 47,000 ไร่ในตำบลทาเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ที่ควรเป็นเสมือน “ขุมทรัพย์” ของชุมชน เพราะพื้นที่ถูกขนาบด้วยอุทยานแห่งชาติถึง 2 ฝั่ง มีป่ากว้างใหญ่และดูอุดมสมบูรณ์ แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนที่นี่อยู่ที่เพียง 38,000 บาทต่อปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยของทั้งจังหวัดเชียงใหม่สูงถึง 136,043 บาทต่อปี หรือต่ำกว่ากันเกือบ 4 เท่า ภาพที่เห็นจึงกลายเป็นคำถามใหญ่ของพื้นที่นี้ว่าทำไม “ป่า” ถึงไม่ทำให้ “คนอยู่ดี” และทำไมผืนป่าที่เคยเป็นแหล่งชีวิตของผู้คน ถึงไม่สามารถสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ชุมชนได้

เพื่อหาคำตอบ ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ภายใต้โครงการวิจัย “ป่าสร้างรายได้: การยกระดับรายได้สิทธิครัวเรือน ผ่านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีพร้อมใช้และยกระดับนวัตกรในป่าชุมชน” โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้กำกับ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) จึงเริ่มค้นหาสาเหตุจากการ “ย้อนดูอดีต” อย่างเป็นระบบ ด้วยเครื่องมือ Time Line Analysis หรือการไล่เรียงเหตุการณ์ตามช่วงเวลา แล้วพบจุดเปลี่ยนสำคัญในปี พ.ศ. 2540 ช่วงเวลาที่การทำเกษตรเชิงเดี่ยวและพิษเศรษฐกิจทำให้หลายครัวเรือนถูกบีบให้ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ทางเลือกของคนในเวลานั้นคือการขยายพื้นที่ทำกินเข้าไปในป่า ทว่าการรุกล้ำเพื่อความอยู่รอดนั้นได้ทิ้ง “บาดแผล” ไว้ เมื่อเวลาผ่านไป ป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ค่อย ๆ กลายเป็นป่าเสื่อมโทรม และเมื่อป่าเสื่อมโทรม ความสามารถในการเป็นแหล่งอาหารและรายได้ของชุมชนก็ค่อย ๆ ลดลง

โจทย์ของโครงการ “ป่าสร้างรายได้” จึงไม่ใช่แค่ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่ต้องทำให้ป่ากลับมา “เกื้อกูลคน” ได้อีกครั้ง และในเวลาเดียวกันก็ต้องทำให้คนอยู่กับป่าได้แบบสมดุล นี่คือจุดที่โครงการเลือกแนวทางสำคัญ คือ “ไม่ทิ้งของเก่าเพื่อเอาของใหม่” แต่ใช้วิธีผสาน “นวัตกรรมพร้อมใช้” เข้ากับ “ภูมิปัญญาปกาเกอะญอ” เพราะถ้าจะทำงานกับป่าให้สำเร็จ ต้องเริ่มจากความเชื่อ ความสัมพันธ์ และวิถีของคนในพื้นที่ก่อน
โครงการเริ่มจากการดึงศักยภาพของต้นทุนเดิมในชุมชน ยึดเอาความเชื่อของพี่น้องชาวปกาเกอะญอที่ผูกพันกับผืนป่าเป็นแกนหลัก เพราะคนกลุ่มนี้มีแรงปรารถนาจะฟื้นป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจยังขาดเครื่องมือและระบบที่ทำให้ “การดูแลป่า” กลายเป็น “รายได้ที่จับต้องได้” จากนั้นโครงการใช้วิธีคัดเลือกคนเข้าร่วมอย่างเป็นระบบ มีการใช้ Gap Analysis เพื่อดูช่องว่างระหว่างสิ่งที่เป็นอยู่กับสิ่งที่อยากไปให้ถึง และใช้ Personal Skill Assessment Chart ประเมินทักษะ เพื่อคัดเลือกครัวเรือนที่มีศักยภาพและพร้อมจะพัฒนาตนเองต่อยอดให้เกิดผลจริง วิธีนี้ทำให้การเริ่มต้นแข็งแรง และช่วยให้เห็นผลได้ชัดเจน


เมื่อได้กลุ่มที่พร้อมแล้ว ขั้นต่อมาคือ “ติดอาวุธ” ด้วยเทคโนโลยีพร้อมใช้ 4 ตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ตัวแรกคือระบบ UD-Fine ที่ช่วยให้ชาวบ้านบริหารจัดการทรัพยากรอย่างแม่นยำ และทำ “แผนที่สร้างรายได้” ได้ด้วยตัวเอง หมายถึงชาวบ้านสามารถกำหนดพิกัดและรู้ได้ว่า “ขุมทรัพย์” ในป่าของตัวเองอยู่ตรงไหน ไม่ใช่ทำแบบเดาสุ่มเหมือนที่ผ่านมา ตัวที่สองคือการยกระดับ “ขอนเห็ด” เชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งต่อยอดภูมิปัญญาปกาเกอะญอเดิม เปลี่ยน “ขอนไม้แห้งที่อาจกลายเป็นเชื้อไฟให้ป่า” ให้กลายเป็นแหล่งเพาะเห็ดมูลค่าสูง นั่นแปลว่าชุมชนได้ทั้งรายได้ และยังช่วยลดความเสี่ยงไฟป่าไปพร้อมกัน ตัวที่สามคือการสร้าง บัญชีตะกร้าครัวเรือนที่ทุกครัวเรือนสามารถตรวจสอบรายรับ-รายจ่ายที่สอดคล้องกับ “ปฏิทินผลผลิตจากป่า” เพื่อให้รู้ว่าช่วงไหนเก็บอะไรได้ วางแผนการเก็บเกี่ยวและสร้างรายได้ได้ตลอดทั้งปี ไม่ต้องรอรายได้เป็นฤดูกาลเดียวแล้วขาดช่วง และตัวที่สี่คือการพัฒนาคนให้เป็น “นวัตกรชุมชน” หรือคนในชุมชนที่วางแผนชีวิตตัวเองได้ ใช้ข้อมูลและเครื่องมือจัดการป่าอย่างมีระบบ ไม่ต้องพึ่งคนนอกตลอดไป
อีกเรื่องที่ทำให้การทำงานเดินหน้าเร็ว คือแนวคิด “ใช้ตลาดนำการผลิต” เพราะปัญหาของหลายชุมชนคือทำของออกมาก่อน แล้วค่อยหาคนซื้อ ซึ่งเสี่ยงมาก โครงการนี้กลับเริ่มจากการดูว่า “ของป่าแบบไหนมีตลาดกำไรสูง” แล้วค่อยย้อนกลับมาพัฒนา “คน” ให้ทำ “ของ” ที่ตรงกับความต้องการ ที่สำคัญคือทำให้ตลาดเข้าหาชุมชนจริง ๆ โดยประสานให้ “พ่อค้าคนกลาง” นำตาชั่งเข้ามาตั้งรับซื้อผลผลิตถึงในพื้นที่ป่า ชาวบ้านจึงไม่ต้องแบกของออกไปไกล ลดต้นทุนการขนส่ง และเพิ่มกำไรให้เห็นเป็นรูปธรรม ผลที่เกิดขึ้นหลังทำงานเพียง 6 เดือน เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดทั้งตัวเลขและชีวิตจริง ชุมชนสามารถสร้าง Value Chain ใหม่ให้กับ “เห็ดก่อ” (หรืออีกชื่อคือเห็ดแดง) หรือเส้นทางสร้างมูลค่าตั้งแต่การหาไปจนถึงการขาย โดยเห็ดแดงถูกระบุว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระสูงถึง 53% และมีสารเบต้ากลูเคนสูงเทียบเท่าเห็ดราคาแพงอย่างเห็ดโคนหรือเห็ดหลินจือ ทำให้รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 6,000–9,000 บาทต่อเดือน อีกทั้งกำไรเพิ่ม 15–20% เพราะลดต้นทุนขนส่งจากการมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อถึงพื้นที่ป่า ขณะเดียวกันยังค้นพบศักยภาพของ “ขอนเห็ด” ที่เพาะเห็ดกระด้าง (Hed Kradang) และเห็ดหล่ม (Hed Lom) ซึ่งสามารถแปรรูปขายในรูปแบบผงเห็ดได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละพันบาท
แต่อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือการเกิด “นวัตกรชุมชน” ที่สามารถใช้เทคโนโลยีวางแผนและจัดการทรัพยากรป่าไม้เพื่อสร้างรายได้ได้ด้วยตนเอง ชุมชนเริ่มพึ่งพาตนเองมากขึ้น มีแนวทางสร้างรายได้ที่ยั่งยืน ฟื้นฟูระบบนิเวศและความเชื่อดั้งเดิมในการดูแลรักษาป่า และเกิดการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างเทคโนโลยีพร้อมใช้กับความเชื่อในพื้นที่ หรือ Innovation & Culture Blending

ผศ.ดร.ปริญวัฒน์ ธนศิรเธียรชัย จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า “เมื่อคนในชุมชนกลับไปดูแลป่า ป่าก็จะกลับมาดูแลคนได้” ประโยคนี้คือหัวใจสำคัญของโครงการ นั้นคือการทำให้ “ป่าอยู่ได้คนอยู่รอด” แบบที่ทั้งสองฝ่ายดูแลกันและกันอย่างยั่งยืน
#หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่