ข่าวประชาสัมพันธ์

ล้งทุเรียนชุมชนชายแดนใต้บทพิสูจน์เกษตรกรทำได้ขายเป็น

เผยผลวิจัยยกระดับล้งทุเรียนชายแดนใต้ ธารโต จ.ยะลา แก้ปัญหาปรับทัศนคติเกษตรกร พัฒนาคุณภาพผลผลิต เพิ่มถึง 70% ปีเดียวรายได้พุ่งสูงกว่า 80 ล้าน เอามาต่อยอดแปรรูปทำทุเรียนแกะเนื้อให้คนมีงานทำ แม้เปลือกก็ใช้ประโยชน์ได้

 

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. ได้สนับสนุนให้นายมะเสาวดี ไสสากา สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา ทำโครงการวิจัยการพัฒนาและยกระดับล้งทุเรียนสู่เครือข่ายธุรกิจในจังหวัดยะลาและนราธิวาส เพื่อยกระดับรายได้ ในปี พ.ศ. 2566 ต่อยอดจากโครงการวิจัยและพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการและกลยุทธ์การเพิ่มมูลค่าทางการตลาดทุเรียนสำหรับวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปี พ.ศ. 2563

โครงการยกระดับล้งทุเรียนดังกล่าว เป็นการศึกษาการดำเนินธุรกิจของ วิสาหกิจชุมชนพัฒนาคุณภาพทุเรียนบ้านบาตูปูเต๊ะ (ธารโต) ทำล้งชุมชนให้ได้มาตรฐานการผลิตและระบบควบคุมคุณภาพ ทั้ง GMP และ Organic-like การสร้างเครือข่ายธุรกิจกับเทรดเดอร์ทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้นแบบที่กลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนอื่นเรียนรู้ นำไปประยุกต์ใช้ได้

นายมะเสาวดี หัวหน้าโครงการวิจัย อธิบายว่า สาเหตุที่ล้งชุมชนแข่งกับพ่อค้าคนกลางไม่ได้ มาจากคุณภาพผลผลิตไม่ตรงตามความต้องการของตลาด มีทุเรียนคุณภาพน้อย ส่งผลต่อสภาพคล่องและเงินหมุนเวียนของกลุ่ม การเริ่มต้นแก้ปัญหา จึงต้องเปลี่ยนทัศนคติของเกษตรกร ให้พัฒนาตนเองเป็นผู้ผลิตทุเรียนมืออาชีพ โดยถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการผลิตทุเรียนคุณภาพ ด้วยการติดตาม ประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดการโรคและแมลง การปรับสูตรปุ๋ย การดูแลสวนอย่างเหมาะสม

ผลที่ได้คือ กลุ่มมีผลผลิตคุณภาพดีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีเกษตรกรจากหลายพื้นที่สมัครเข้าร่วมเครือข่าย ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 30 เครือข่าย ครอบคลุม 5 อำเภอในจังหวัดยะลา ได้แก่ ธารโต เบตง บันนังสตา กรงปินัง และรามัน รวมถึงอำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส มีพื้นที่ปลูกทุเรียนรวมกว่า 3,500 ไร่ ในปี 2567

เมื่อคุณภาพผลผลิตดีขึ้น เกษตรกรก็ต่อรองราคาได้ จากเดิมเมื่อปี 2567เคยขายได้เพียงกิโลกรัมละ 90–110 บาท ก็ได้ถึงก กก.ละ 125 บาท เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 25 บาทต่อกก. ส่งผลให้มีเม็ดเงินเข้าสู่วิสาหกิจชุมชนเพิ่มขึ้นกว่า 87 ล้านบาท รายได้ที่เพิ่มขึ้นนำไปลงทุนยกระดับล้ง จากพื้นที่เช่าเก็บแผ่นยาง เป็นโรงรวบรวมผลผลิตมาตรฐาน สร้าง ห้องเย็นเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ทุเรียนตกเกรด แปรรูปเป็นทุเรียนแกะเนื้อ ทุเรียนแช่แข็ง และทุเรียนฟรีซดราย เพื่อส่งออกไปยังตลาดจีน ผ่านบริษัทที่ร่วมลงทุนระหว่างวิสาหกิจชุมชนกับภาคเอกชน

กลุ่มยังขยายการดำเนินงานไปสู่หน่วยธุรกิจต่าง ๆ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้แก่คลินิกทุเรียน ช่วยจัดหาปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย ยา และอุปกรณ์ทางการเกษตร ให้สมาชิกนำไปใช้ก่อน การพัฒนาทักษะแรงงานในพื้นที่ ทั้งการตัดทุเรียน การคัดเกรด การแกะเนื้อเพื่อแปรรูป สร้างงานและรายได้ให้กับคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง

การผลักดันให้เกิด Zero Waste หรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทุกส่วนอย่างคุ้มค่า โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากเนื้อทุเรียนตกเกรด เช่น คุกกี้ ไส้ขนมเปี๊ยะ และไอศกรีม การศึกษาการนำเปลือกและเศษทุเรียนมาผลิตเป็นปุ๋ยและอาหารสัตว์ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ สะท้อนจุดยืนด้านสิ่งแวดล้อมต่อคู่ค้าและผู้บริโภค

ผลการดำเนินงาน ช่วยเพิ่มสัดส่วนทุเรียนคุณภาพจากร้อยละ 40 เป็นร้อยละ 70 ลดต้นทุนการขนส่งลงร้อยละ 20 การเพิ่มรายได้เฉลี่ยของเกษตรกรสมาชิกขึ้นร้อยละ 30 และการสร้างอาชีพใหม่ให้คนในพื้นที่ได้หลายราย

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผอ.หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ กล่าวว่า ล้งชุมชนไม่ได้เป็นตัวกลางในห่วงโซ่การผลิตสินค้าเกษตรเท่านั้น แต่เป็นกลไกสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม หรือ Social Integrated Enterprises (SIE) ช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่กระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

นายมะเสาวดี  ซึ่งย้ายไปปฏิบัติงานที่สภาเกษตรกรจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า ความสำเร็จของล้งทุเรียนยะลาเกิดจากโครงสร้างการทำงานที่โปร่งใส การวางแผนอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการเงิน การตลาด และการผลิต การผสมผสานหลักศาสนาอิสลามเข้ากับแนวคิดการทำธุรกิจอย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็น หลักอมานะฮ์ เน้นความรับผิดชอบ การร่วมกันทำความดี หลักมุฮาซาบะห์ ส่งเสริมการทบทวนตนเอง และ หลักมุฎอเราะบะฮ์ ยึดแนวคิดหุ้นส่วนและความเป็นเจ้าของร่วมกัน หลักคิดเหล่านี้สร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก ทำให้ทุกคนเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อสร้างประโยชน์ให้พื้นที่อย่างยั่งยืน

ล้งทุเรียนเป็นกลไกเชื่อมต่อผลผลิตจากสวนสู่ตลาดโลก ทำหน้าที่รวบรวม คัดคุณภาพ ส่งต่อไปยังผู้ส่งออก โดยเฉพาะตลาดสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้มูลค่าการส่งออกทุเรียนของไทยเพิ่มขึ้นจาก 243.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2556 เป็น 4,404.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2567 หรือเติบโต 18 เท่า ภายในเวลาเพียง 11 ปี แต่ก็เป็นที่สงสัยว่า มูลค่านี้กลับคืนสู่เกษตรกรเป็นธรรมเพียงใด เพราะล้งส่วนมาก เป็นพ่อค้าคนกลางหรือกลุ่มทุนจากประเทศผู้ซื้อ ขณะที่ล้งชุมชน จากการรวมตัวของเกษตรกรเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง แทรกตัวเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่ธุรกิจนี้ได้ไม่มากนัก รวพ. จึงสนับสนุนให้มีโครงการวิจัยพัฒนาและยกระดับล้งทุเรียนในจังหวัดยะลาและนราธิวาส