ข่าวประชาสัมพันธ์

ยก“ควายไทย” สู่ “UP Buff” ม.พะเยา ดันนวัตกรรมอัปราคาเนื้อ-โกอินเตอร์จีน!

. ม.พะเยาสร้างกลไก “UP SIE” พัฒนาคุณภาพกระบือท้องถิ่น ตอบโจทย์ความต้องการเนื้อปลอดภัย เตรียม ขยายสู่ตลาดต่างประเทศ เริ่มด้วยใส่ใจปรับปรุงพันธุ์ ดูแลสุขภาพสัตว์ จัดการฟาร์ม มีคอกกลางมาตรฐาน จนถึงแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม  สร้างรายได้ให้เกษตรกร ยกเศรษฐกิจฐานราก

 

รศ. ดร.พยุงศักดิ์ อินต๊ะวิชา คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา หัวหน้าโครงการวิจัยการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเพื่อสร้างกลไกจัดการห่วงโซ่คุณค่าใหม่สำหรับกระบือคุณภาพร่วมกับเกษตรกรในจังหวัดพะเยา เชียงราย แพร่ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยพะเยาได้จัดตั้ง “ศูนย์ผลิตและกระจายน้ำเชื้อ” ในจังหวัดพะเยา เชียงราย และแพร่ โดยนำเข้าน้ำเชื้อพ่อพันธุ์ดีจากเครือข่ายนอกพื้นที่ บริการผสมเทียมที่เกษตรกรเข้าถึงได้สะดวกในราคาย่อมเยา เพื่อ แก้ปัญหาของเกษตรกรตั้งแต่กระบวนการผลิต การเข้าถึงน้ำเชื้อพันธุ์ดีที่มีราคาสูงและต้องไปหาจากนอกพื้นที่ ส่งผลต่อพันธุกรรมกระบือพื้นเมืองที่เติบโตช้าและตัวเล็ก

เมื่อพัฒนาจนผลผลิตเพิ่มขึ้น โจทย์ถัดมาคือ การตลาดและการส่งออก โครงการวิจัยฯ ได้ร่วมกับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ ตั้งคอกกลางมาตรฐาน GFM และมาตรฐาน GAP เพื่อรวบรวม ควบคุมคุณภาพสุขภาพของกระบือเป็นเวลา 21 วัน มีโปรแกรมบำรุงรักษา ทั้งการฉีดวัคซีน ถ่ายพยาธิ ตรวจโรค ตรวจสอบสารเร่งเนื้อแดง ให้ได้คุณภาพตามข้อกำหนดและมาตรฐานของกรมปศุสัตว์ เตรียมพร้อมสำหรับการส่งออกนอกพื้นที่ รวมถึงต่างประเทศ มีการลงนามข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศและทำ MOU ร่วมกันระหว่างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน SIE ในประเทศลาวเพื่อส่งออกกระบือไปยังตลาดประเทศจีน 

โครงการวิจัยฯ ได้เปลี่ยนภาพจำจากเขียงเนื้อดั้งเดิมที่เสี่ยงต่อสุขอนามัย เป็นร้านจำหน่ายเนื้อตัดแต่งพร้อมปรุงที่สะอาด ทันสมัย สนองตอบผู้บริโภคยุคใหม่ เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการท้องถิ่นหรือเขียงชุมชน เช่น นายสุขพัฒน์ สุนันต๊ะ เจ้าของร้านคนขายเนื้อ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ที่เข้าร่วมเป็นเครือข่ายภายใต้ธุรกิจ “UP BUFF” โดยนายสุขพัฒน์กล่าวว่า คนภาคเหนือนิยมรับประทานเนื้อแบบสดหรือเมนูลาบดิบ ความสะอาดและปลอดภัยจึงสำคัญ เนื้อกระบือจากเครือข่ายโครงการวิจัยฯ ผ่านการดูแลสุขภาพและโปรแกรมถ่ายพยาธิอย่างเข้มงวด ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าไร้พยาธิและปลอดภัย ด้วยการการันตีแบรนด์ “UP Buff” ร่วมกับมาตรฐาน “ปศุสัตว์ OK” จากกรมปศุสัตว์ องค์ความรู้การแปรรูปเนื้อกระบือคุณภาพ และอุปกรณ์ เช่น ตู้แช่ เครื่องสไลด์ และเครื่องซีลสุญญากาศ ที่ได้รับจากโครงการวิจัยฯ ทำให้เกิดไอเดียนำเนื้อส่วนต่างๆ มาตัดแต่ง แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมปรุง เช่น เนื้อสเต็กหั่นและห่ออย่างดี เพิ่มมูลค่าจากกิโลกรัมละ 200 บาท เป็น 250 บาท เก็บรักษาได้ดีขึ้น ลดปัญหาการขายตัดราคา และตอบโจทย์คนเมืองและคนทำงานในพื้นที่

รศ. ดร.พยุงศักดิ์ กล่าวว่าโครงการวิจัยฯ นอกจากให้ทุน ยังให้ความสำคัญกับการสร้าง “คน” ด้วยหลักสูตรอบรมที่ครอบคลุม ทั้งหลักสูตรสำหรับเกษตรกรมือใหม่ในการเริ่มต้นเลี้ยง การจัดการกระบือ การผลิตอาหารสัตว์ต้นทุนต่ำ และหลักสูตรพัฒนาทักษะขั้นสูง (Up-skill) สำหรับผู้ประกอบการเขียงชุมชน การผสมเทียมเบื้องต้น และการแปรรูปเนื้อสัตว์ ฝึกอบรมพัฒนานวัตกรชุมชนเป็นแกนนำถ่ายทอดองค์ความรู้และดูแลเกษตรกรในพื้นที่แทนมหาวิทยาลัย เพื่อบริหารจัดการกันเอง เช่น การจัดตั้งกองทุนยาและเวชภัณฑ์ประจำหมู่บ้าน การบริหารคอกกลางมาตรฐาน การส่งออกต่างประเทศ เขียงชุมชนที่ซื้อขายกับเกษตรกรโดยตรง และการเขียนแผนกลยุทธ์เพื่อขอรับงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานท้องถิ่น

นายมี วงศ์สะอาด เจ้าของเพชรเชียงคำฟาร์ม 2 ผู้เลี้ยงกระบือรายย่อยในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา กล่าวว่า เทคโนโลยีผสมเทียมและน้ำเชื้อคุณภาพดีช่วยให้ได้ลูกกระบือที่มีโครงสร้างใหญ่ แข็งแรง เนื้อแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเทียบกับการใช้พ่อพันธุ์พื้นบ้านต้องขุนนานถึง 3 ปี ได้ราคาเพียงตัวละ 15,000 บาท  ผลจากการพัฒนาด้วยงานวิจัยช่วยให้ได้ในราคาสูงขึ้นตามน้ำหนักและคุณภาพเนื้อ เคยได้ถึง 30,000 บาท

นายประสงค์ กองมะลิ เจ้าของเพชรเชียงคำฟาร์ม คอกกลางมาตรฐาน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา กล่าวว่า คอกกลางมาตรฐาน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายการเดินทางและค่ากักสัตว์ของเกษตรกรรายย่อยที่ต้องนำสัตว์ไปกักยังพื้นที่อื่น แก้ปัญหาการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง ซึ่งมักตีราคากระบือเท่ากันทั้งหมดโดยไม่มีการคัดแยกหรือประเมินตามคุณภาพ

“กระบือ” นับเป็นสัตว์เศรษฐกิจสำคัญของไทยโดยเฉพาะภาคเหนือ จังหวัดพะเยามีความต้องการบริโภคเนื้อกระบือถึงวันละ 100 ตัว สร้างมูลค่าหมุนเวียนราว 20 ล้านบาทต่อปี เมื่อรวมภาคเหนือตอนบน ทั้งพะเยา เชียงราย และแพร่ มูลค่าตลาดกระบือมากกว่า 300 ล้านบาทต่อปี แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงกลับต้องเผชิญกับอุปสรรค ทั้งข้อจำกัดการจัดการฟาร์ม การดูแลสุขภาพสัตว์ และการเลือกสายพันธุ์ ผลผลิตไม่ได้มาตรฐาน ซ้ำยังถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง ไม่สามารถแข่งขันได้ ปี 2567 มหาวิทยาลัยพะเยา โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) เข้ามาแก้ปัญหาด้วยกลไก “UP SIE” ปรับปรุงการผลิตกระบือคุณภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่าใหม่ (New Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ผ่านการบูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรมร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อพัฒนาคุณภาพกระบือ การสร้างรายได้ให้เกษตรกร และการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน