ผู้บริหารสถาบันโพธิคยาฯ พอใจผลการประชุมระดับนานาชาติครั้งที่ 2 เพื่อความเป็นเอกภาพ และการอยู่ร่วมกัน (Second United and Present International Gathering) ภายใต้หัวข้อ ‘การเจริญสติ ความเมตตากรุณา และสุขภาวะร่วมกันของส่วนรวม‘ ได้สร้างความไว้วางใจ บนพื้นฐานของความมีเอกภาพ และการยอมรับความหลากหลาย (Unity&Diversity)

ปิดฉากลงด้วยความสำเร็จของการประชุมระดับนานาชาติครั้งที่ 2 เพื่อความเป็นเอกภาพและการอยู่ร่วมกัน (Second United and Present International Gathering) ภายใต้หัวข้อ ‘การเจริญสติ ความเมตตากรุณา และสุขภาวะร่วมกันของส่วนรวม’ (Contemplative Practices, Compassion and Collective Well-Being) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 ตุลาคม โดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ร่วมกับ สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 (BGVI)และ องค์กรพันธมิตรธรรมะ (Dharma Alliance)
ช่วงสุดท้ายของการประชุมระดับนานาชาติ “United&Present”ครั้งที่ 2 มีการประกาศ ”ปฏิญญากระบี่“ (Krabi Declaration) : ธรรมปฏิบัติ ความเมตตากรุณา และสุขภาวะร่วมกันของมวลมนุษยชาติ การประชุมระหว่างวันที่ 12-14 ตุลาคม 2569 เป็นการประชุมที่เปิดกว้างรับฟังแนวคิดที่แตกต่างกันของศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ อาทิ ฮินดู, พุทธ ,เต๋า, เชน ,องค์ความรู้ ,ความคิด ,ความเชื่อ รวมถึงภูมิปัญญาดั้งเดิม ในหัวข้อการทำสมาธิ (Meditation) ,การเจริญสติ (Contemplative Pratices),ความเมตตากรุณา (Compassion) และสุขภาวะร่วมกันของมนุษยชาติ (Collective Well-Being)
การเสวนาด้วยองค์ความรู้ บนพื้นฐานของความหลากหลาย
การประชุมตลอด 3 วัน จะแบ่งการประชุมเป็น“หัวข้อย่อย”(Session) เพื่อเปิดโอกาสให้“ผู้เข้าร่วมประชุม” จากนานาชาติ ซึ่งเป็นตัวแทน องค์กรด้านศาสนา สถาบันคลังปัญญา นักวิชาการ นักปรัชญาด้านศาสนาจากนานาประเทศ ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวความคิด แนวทางการปฏิบัติอย่างเปิดกว้างและสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน(Trust) บนพื้นฐานของ“ความมีเอกภาพและยอมรับในความหลากหลาย”(Unity and diversity)

การรู้คุณค่าและการสืบทอดอารยธรรมที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์
ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980(BGVI) ซึ่งเป็น “เจ้าภาพร่วม”ในการจัดประชุมครั้งนี้ ประเมินว่า ประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ เพราะผู้เข้าร่วมประชุมมาจากหลายทวีปและนานาชาติ เช่น อเมริกาใต้ อเมริกา ยุโรป เอเซีย อาทิ ญี่ปุ่น อินเดีย เนปาล ศรีลังกา รวมถึงไทย แต่ละคนล้วนมีวัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อ แนวทางการปฏิบัติที่แตกต่างกัน
เลขาธิการสถาบันโพธิคยาฯ ระบุว่า การที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือ OHCHR จับมือกับ สถาบันโพธิคยาฯ (BGVI ) และ Dharma Alliance จัดการประชุมครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากการ เป็น“เจ้าภาพร่วม”งาน Faith For Rights ภายใต้หัวข้อสิทธิมนุษยชน ศรัทธา และธรรมะ ระหว่างวันที่16-17 ตุลาคม 2568 มีการประกาศ “ปฏิญญากรุงเทพ” (Bangkok Declaration on Dharmic Perspectives on Faith For Rights) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้บรรจุคำว่า “ธรรมะ” เข้าสู่สารบบของ UN เพื่อต่อยอดจากการประกาศ“วันสมาธิโลก” หรือ “World Meditation Day“เมื่อแรกเริ่มกำหนดจัดในวันที่ 21 ธันวาคมของทุกปี
การที่”สถาบันโพธิคยาฯ (BGVI) เลือก“จังหวัดกระบี่”เป็นสถานที่จัดการประชุม “United&Present”ครั้งที่ 2 นอกจากมีความหลากหลายของเชื้อชาติ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา องค์ความรู้ ความคิด ความเชื่อ ของผู้เข้าร่วมประชุมแล้ว“จังหวัดกระบี่ ”ยังเชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของ”อารยธรรมตะโกลา“ เป็นศูนย์กลางการค้าขาย แลกเปลี่ยนอารยธรรมกรีก โรมัน เปอร์เซีย จีนรวมถึงหมู่เกาะในทะเลฝั่งอันดามันมานานกว่า 2,000 ปี
*ดร.สุภชัย มองว่า การที่ผู้เข้าร่วมประชุมมีความหลากหลายทั้งเชื้อชาติ วัฒธรรม องค์ความรู้ แนวทางปฏิบัติ ความคิด ความเชื่อ เป็นสิ่งดีที่จะพยายามหา ”จุดร่วม“ด้วยใจที่เปิดกว้างใน”การปฏิบัติเจริญสติ-สมาธิ-ภาวนา

หลักคิดและมุมมองทางธรรมอันเป็นหัวใจจากผู้บริหารสถาบันโพธิคยาฯ (BGVI)
สถาบันโพธิคยาฯ เสนอแนวทาง กำหนดสติ ระลึกรู้ (Mindfullness) แม้จะมีสภาวะ ”จิตว่าง“ แต่ไม่ใช่สัญญาณของการเกิด”ปัญญา“แต่การมี “สติ”จะทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง ต้องเข้าใจเรื่อง “ฌาน”หรือ การทำสมาธิขั้นสูง (Deep Meditation) เข้าใจกฎของความจริงแท้คือ “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา“ คือ”การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป“
นอกจากนี้ ดร.สุภชัย ยังย้ำถึงการระลึกรู้ของ”ผัสสะ“ คือ ตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ” จะทำให้เข้าใจการเกิด ”รัก-โลภ-โกรธ-หลง“ ถ้าเข้าใจในจุดนี้ ก็จะเรียนรู้การ”เจริญสติ“ ด้วย ”ศีล สมาธิ ปัญญา“สามาถ”ยกระดับจิตได้ เกิด“ความรู้-ความเข้าใจทางธรรม”ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่า “ความรู้ทางโลก”ที่มักจะวัดระดับกันด้วย“ปริญญา”
สำหรับก้าวต่อไปของสถาบันโพธิคยาฯ ในฐานะเลขาธิการสถาบันฯเปรียบเทียบว่าจะวางตัวเหมือน“สายน้ำ” ถ้าหากมีเวที หรือ Platform ใด ที่จะไปร่วมงานได้ก็จะไปร่วมงานด้วย โดยจะนำ “องค์ความรู้”ที่เป็น“สัจจธรรม”ไปแลกเปลี่ยนกับ“กัลยาณมิตร”ทุกชาติศาสนา เพื่อ“ต่อเทียนแห่งธรรม”ให้สว่างไสวไปทั่วโลก โดยต้องมี“ศรัทธา”เป็นตัวนำและยึดหลักธรรมไว้ให้มั่น
การเปิดใจกว้างรับฟัง- ยึดหลักธรรมแกนกลาง (Core Principle)
ผู้บริหารคนสำคัญอีกท่านหนึ่งของสถาบันโพธิคยาฯ คือ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรองเลขาธิการสถาบันโพธิคยาฯ ประเมินว่า การประชุมตลอด 3 วันโดยผู้เข้าร่วมประชุมมีที่มาที่แตกต่าง-หลากหลาย ต้องเปิดใจกว้างรับฟังกันและกัน โดยมี“หลักธรรมแกนกลาง” (Core Principle) คือ การเคารพสิทธิมนุษยชน-มนุษยชาติใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสมดุลย์ แม้ว่าจะมีความแตกต่างใน“แนวทางปฏิบัติ จริตที่ไม่เหมือนกัน
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังมองเห็น”นิมิตรหมายอันดี“ ว่า ”ผู้เข้าร่วมประชุมที่มีความหลากหลาย มีการเปิดใจรับฟังแนวคิด แนวปฏิบัติ องค์ความรู้ที่แตกต่าง จนสามารถสร้างแรงบันดาลใจได้ และคาดหวังว่าเมื่อผู้เข้าร่วมประชุมเดินทางกลับ จะได้“หยุดทบทวน” นิยามของหัวข้อการประชุมไม่ว่าจะเป็น “การเจริญสติ”(Contemplative Practices) ,ความเมตตา (Compassion) นำองค์ความรู้ที่มีการแลกเปลี่ยนกัน มาเติมเต็มกับแนวปฏิบัติเดิมได้อย่างไร

นายมาริษ ในฐานะรองเลขาธิการสถาบันโพธิคยาฯ(BGVI) ยังมองในมุมของการใช้“โครงสร้างภายนอก” (External Structure) เช่น กฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญา มาบังคับใช้กับ“มนุษย์” อย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องใช้ “โครงสร้างภายใน” (Internal Structure) เช่น สภาวะจิตใจภายใน แก่นแท้ทางจิตวิญญาณ เข้ามาแก้ไขปัญหาของมนุษยชาติ โดย OHCHR ที่มุ่งไปที่ปัญหาสิทธิมนุษยชนของโลกยิ่งต้องมีความเข้าใจทั้ง 2 มิตินี้

การตระหนักรู้ถึงภูมิปัญญาภายในที่แตกต่าง และการสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ(International Networks
รองเลขาธิการสถาบันโพธิคยาฯ เน้นว่า BGVI พูดถึง “สิ่งที่อยู่ภายใน ”ธรรมะ“ คือ ”ธรรมชาติ” ต้องปรับตัวอยู่กับธรรมชาติอย่างสมดุลย์ เปิดใจกว้างรับฟังแนวปฏิบัติ องค์ความรู้ ภูมิปัญญาที่แตกต่างหลากหลายในส่วนของสถาบันโพธิคยาฯ เน้น “ศีล สมาธิ ปัญญา”
ส่วนหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับ ความเมตตา (Compassion) , การเจริญสติ(Contemplative Practices) และ การปฏิบัติสมาธิ(Meditation) เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่รู้จบ ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้ปรากฏอยู่ใน“ปฏิญญากระบี่” (Krabi Declaration). การเปิดใจกว้างเพื่อรองรับการเรียนรู้ การสร้างเครือข่าย (Network) ให้มีความหลากหลายมากขึ้นด้วย
ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ มองว่าเวทีการประชุมสัมวาทะ หรือ SAMVAD ,Faith For Rights ,United&Present(2) มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหา “สิทธิมนุษยชนระดับโลก”เช่นกัน เพียงแต่ต่างกันที่ที่มาจะทำอย่างไรให้ “กลไก”ทั้ง 3 สร้าง“เครือข่าย”ขับเคลื่อน”ด้วย “Inner Humanrights”หรือ“สิทธิมนุษยธรรมภายใน”เป็นสิทธิในมิติของจิตวิญญาณ : สิทธิในความมีอิสระทางจิตใจ ,คุณค่าความเป็นมนุษย์จากภายใน

ก้าวต่อไปและการต่อยอดจากการประชุม United&Preset(2)
ในมุมมองของนักการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คุณมาริษเสนอให้ ผู้บริหารของสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือ OHCHR กลับไปทบทวนแนวทางที่ได้จากการประชุมในครั้งนี้ แล้วหาทางต่อยอดไปในแนวทางการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Diplomatic Corps) ทั้งนักการเมือง นักการทูต เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในมิติภายใน “Inner Humanrights” เพื่อให้เกิดเวทีการแลกเปลี่ยน เวทีเสวนา ในเรื่องที่เกี่ยวกับสมาธิ (Meditation) ”การเจริญสติ“Contemplative Practices” ”ความเมตตา“(Compassion) และสุขภาวะร่วมกันของมนุษยชาติ (Collective Well-Being)
ช่วงการประชุมสรุปผลงาน หลังเสร็จสิ้นการประชุมตัวแทนจาก OHCHR , BGVI และ Dharma Alliance ได้ยกตัวอย่าง“องค์การ อนามัยโลก หรือ World Health Organization (WHO)ที่น่าจะมีการทำงานร่วมกันได้ในอนาคต เพราะมีจุดศูนย์กลางที่ ”มนุษย์“ ในมิติที่กว้างขวางเช่นเดียวกัน ทั้งมิติของ : กายภาพ (Physical) ,สุขภาพจิต (Mental) ,จิตวิญญาณ (Spiritual) และสุขภาวะส่วนรวม (Well-Being).