ข่าวประชาสัมพันธ์

ถอดอีกบทเรียนน้ำท่วมระบบไฟอันตรายบ้านทรุดพังได้

มจธ. เปิดบทเรียนจากน้ำท่วมเคหะร่มเกล้า พบระบบไฟฟ้าที่เจ้าของไม่เคยรู้ เบรกเกอร์ไม่ระบุวงจร สายไฟติดตั้งผิดมาตรฐาน ไฟฟ้ารั่ว เตือน อุปกรณ์ที่เคยจมน้ำ เอากลับมาใช้งานเสี่ยงลัดวงจรเกิดอัคคีภัย ผู้เชี่ยวชาญโครงสร้าง ชวนตรวจสอบโครงสร้างก่อนเสี่ยงซ้ำ

  

ผศ. ดร.อธิป ดุลย์จินดาชบาพร อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดเผยว่า จากการนำนักศึกษาตรวจผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าในบ้านเรือนบริเวณชุมชนเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง พบปัญหาหลังน้ำลด คือระบบไฟฟ้าในบ้าน โดยเฉพาะเต้ารับที่ติดตั้งใกล้พื้น เกิดลัดวงจร หลายหลังมีเบรกเกอร์ที่ไม่ระบุว่าควบคุมวงจรใด การซ่อมแซมทำได้ยากต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงตรวจสอบ บางรายเจ้าของบ้านถูกไฟดูดขณะเปิด–ปิดสวิตช์ที่ไม่ได้จมน้ำ อาจเกิดจากความชื้นสะสมและอุปกรณ์ที่เสื่อมสภาพ บ้านหลายหลังต่อสายไฟสลับกันระหว่างสายที่มีไฟกับสายนิวทรัล (ไม่มีกระแสไฟ) ซึ่งผิดมาตรฐาน อาจก่อให้เกิดอันตราย โดยเจ้าของบ้านไม่ทราบว่าติดตั้งผิดมาตั้งแต่แรก จึงช่วยตรวจสอบและแก้ไขให้ถูกต้อง เพราะระบบไฟฟ้าที่ปลอดภัยต้องได้มาตรฐานและตรวจสอบได้ง่าย บ้านในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ควรติดป้ายข้อความระบุวงจรเบรกเกอร์ให้ชัดเจน แยกวงจรไฟส่องสว่างออกจากวงจรเต้ารับ และยกระดับเต้ารับให้พ้นระดับน้ำที่เคยท่วม เพื่อลดความเสียหายและตัดไฟได้อย่างเหมาะสมเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

“เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เคยจมน้ำ แม้ตากจนแห้งและเปิดใช้งานได้ ก็ไม่ปลอดภัย เพราะฉนวนและชิ้นส่วนภายในอาจเสื่อมสภาพ เสี่ยงเกิดไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟไหม้ในภายหลัง จึงควรให้ช่างตรวจสอบก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ หากยืนยันความปลอดภัยไม่ได้ก็ควรเปลี่ยนใหม่ ส่วนบ้านที่น้ำท่วมถึงเต้ารับ สวิตช์ หรือตู้ควบคุมไฟฟ้า ไม่ควรเปิดเบรกเกอร์เอง ต้องให้ช่างตรวจสอบก่อนจ่ายไฟเข้าระบบ” ผศ. ดร.อธิป กล่าว

นอกจากการตรวจสอบและซ่อมแซมระบบไฟฟ้า นักศึกษา มจธ. ยังได้มีส่วนร่วมฟื้นฟูบ้านเรือนของผู้ประสบภัย ทั้งการเคลื่อนย้ายสิ่งของและช่วยเหลือครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ เป็นโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริงและเห็นถึงความสำคัญของการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ต่อสังคมทำให้นักศึกษาได้ฝึกแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น เข้าใจความเดือดร้อนของประชาชนมากขึ้น ได้เห็นว่า ความรู้ทางวิศวกรรมไม่ได้มีไว้แค่แก้ปัญหาทางเทคนิค แต่ยังช่วยให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นได้จริง

ดร.กสาน จันทร์โต อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. กล่าวว่า น้ำท่วมขังนานอาจส่งผลต่อความแข็งแรงของพื้นอาคารและสภาพดินใต้บ้าน แม้หลังน้ำลดจะไม่พบความเสียหาย แต่บางปัญหาอาจปรากฏในภายหลัง จึงควรตรวจสอบความผิดปกติก่อนซ่อมแซมหรือกลับมาใช้งานตามปกติ เพราะน้ำท่วมขังส่งผลต่อความแข็งแรงของบ้านได้ เนื่องจากน้ำมีน้ำหนักมาก หากท่วมสูง 30 เซนติเมตร จะมีน้ำหนักกดทับพื้นถึง 300 กิโลกรัมต่อตารางเมตร แต่พื้นบ้านทั่วไปจะรับน้ำหนักประมาณ 150-200 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ซึ่งไม่ได้หมายความว่าบ้านจะพังทันที ที่ต้องระวังคือ หากน้ำท่วมขังนาน โดยเฉพาะบ้านเก่าหรือชำรุดอยู่แล้ว อาจทำให้พื้นแอ่นหรือแตกร้าว หลังน้ำลดจึงควรสังเกตว่ามีรอยร้าวใหม่หรือพื้นทรุดผิดปกติหรือไม่ หากพบควรให้วิศวกรเข้ามาตรวจสอบ

น้ำที่ท่วมขังนานอาจชะล้างดินจนเกิดโพรงใต้พื้นบ้าน โดยเฉพาะลานจอดรถ ทางเดิน และส่วนต่อเติม ส่งผลให้พื้นทรุดตัว กระทบต่อโครงสร้างอาคาร เจ้าของบ้านจึงควรสังเกตรอยแตกร้าวใหม่บริเวณเสา คาน และผนัง รวมถึงพื้นทรุดหรือเอียง หากพบความผิดปกติควรรีบให้วิศวกรเข้าตรวจสอบและซ่อมแซมตามสาเหตุ อีกจุดที่ต้องระวังคือกำแพงและรั้วบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่ทำแนวกั้นไม่ให้น้ำไหลเข้าพื้นที่ เพราะระดับน้ำภายนอกที่สูงกว่าภายในจะสร้างแรงดันต่อกำแพงและรั้ว หากโครงสร้างไม่แข็งแรงพอ อาจเอียง แตกร้าว หรือพังถล่มลงมาได้ จึงควรตรวจสอบสภาพรั้วหลังน้ำลด และให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินทันทีหากพบการเอียงหรือทรุดตัว เพื่อความปลอดภัยของคนในบ้าน

จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมขังปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร คณาจารย์และนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับสิงห์อาสาและเครือข่าย 3 พระจอมได้เข้าตรวจสอบชุมชนหลายแห่งที่ได้รับผลกระทบทั้งระบบไฟฟ้าและความมั่นคงแข็งแรงของตัวอาคาร

 

 

เครดิตภาพ : สิงห์อาสา (Singha R-SA)