เปิดตัวหนังสือ Meditation as Living Practice ผลงาน “ดร.สุภชัย วีระภุชงค์-ดร.อลงกต ชูแก้ว” ชูกาคพัฒนาจิตใจเพื่อคุณภาพของสังคมโลก มุ่งให้ผู้อ่านจากทุกศาสนา ความเชื่อ และวัฒนธรรมสามารถนำแนวคิดไปพิจารณาและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

งานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 31 (BOOK EXPO THAILAND 2026) ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม.จะมีการเปิดตัวหนังสือ “Meditation as Living Practice จากการพัฒนาจิตใจ สู่การเปลี่ยนแปลงสังคม“ ผลงานร่วมเขียนโดย ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 (BGVI) และ ดร.อลงกต ชูแก้ว ผู้ช่วยเลขาธิการฯ วันที่ 29 ตุลาคม 2569 เวลา 11.00-11.50 น.การเปิดตัวครั้งนี้ ผู้เขียนทั้ง 2 คน จะขึ้นเวทีแนะนำหนังสือ ดำเนินรายการโดย น.ส.ตวงพร อัศววิไล ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันโพธิคยาฯ บนเวทีงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 ณ ฮอลล์ 5 - 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
สำหรับหนังสือ Meditation as Living Practice ได้นำเผยแพร่ระหว่างการประชุมนานาชาติ Second United and Present International Gathering ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–14 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมโซฟิเทล กระบี่ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท จังหวัดกระบี่ ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 (BGVI) และองค์กรพีนมิตรธรมมะ (Dharma Alliance) โดยมีผู้เข้าร่วมจากหลากหลายประเทศและสาขาวิชาชีพ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพจิตใจ ความเมตตากรุณา สิทธิมนุษยชน และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
หนังสือ Meditation as Living Practice นำเสนอคำถามสำคัญต่อทิศทางการพัฒนาของมนุษยชาติว่า ในขณะที่โลกมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และองค์ความรู้ มนุษย์ได้ให้ความสำคัญเพียงพอแล้วหรือไม่กับ คุณภาพของจิตใจ (Quality of Mind) ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการใช้ความรู้ การตัดสินใจ และการกำหนดทิศทางของสังคม
ผู้เขียนทั้งสองเสนอว่าการเจริญสติไม่ควรถูกจำกัดความหมายไว้เพียงการสร้างความสงบหรือการผ่อนคลายของปัจเจกบุคคล แต่ควรได้รับการพัฒนาให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต เพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้ ความเมตตากรุณา ความสามารถในการรับฟังผู้อื่น และความรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการกระทำของตนเอง ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และสังคม
ภายใต้แนวคิด Inner Transformation and Outer Engagement หนังสืออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงภายในกับการมีส่วนร่วมต่อสังคม โดยเสนอว่าคุณภาพของจิตใจมีความสำคัญต่อการตัดสินใจอย่างมีจริยธรรม การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การยอมรับความแตกต่าง และการแสวงหาแนวทางแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธี
แนวคิดดังกล่าวมิได้เสนอให้การพัฒนาจิตใจเข้ามาทดแทนกฎหมาย สถาบัน หรือกลไกคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แต่ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงภายในของมนุษย์สามารถเป็นองค์ประกอบสนับสนุนให้หลักการด้านสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม และความรับผิดชอบต่อส่วนรวมได้รับการนำไปปฏิบัติอย่างมีความหมายมากยิ่งขึ้น
การเปิดตัวหนังสือระหว่างการประชุม Second United and Present International Gathering มีความสอดคล้องกับหัวข้อหลักของการประชุม “Contemplative Practices, Compassion and Collective Well-Being” ซึ่งให้ความสำคัญกับบทบาทของการฝึกฝนจิตใจ ความเมตตากรุณา และความเป็นอยู่ที่ดีร่วมกัน ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างคุณค่าภายในมนุษย์กับการสร้างสังคมที่เคารพสิทธิมนุษยชนและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
เวทีการประชุมดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมจากนานาชาติได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการนำหลักการด้านความเมตตา การพัฒนาคุณภาพจิตใจ และความรับผิดชอบต่อสังคมไปประยุกต์ใช้ในบริบทของการศึกษา การพัฒนาชุมชน และความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความเชื่อมโยงกับสาระสำคัญของหนังสือ

สำหรับ ดร.สุภชัย และ ดร.อลงกต เปิดเผยว่าการจัดทำ Meditation as Living Practice มีเป้าหมายเพื่อขยายความเข้าใจเกี่ยวกับการเจริญสติจากการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล ไปสู่การพิจารณาบทบาทของคุณภาพจิตใจต่อการดำเนินชีวิต การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และการรับผิดชอบต่อสังคม โดยมุ่งให้หนังสือเป็นส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวคิดร่วมสมัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษยชาติ โดยไม่จำกัดศาสนา ความเชื่อ หรือภูมิหลังทางวัฒนธรรม
การนำเสนอหนังสือในเวทีนานาชาติที่จังหวัดกระบี่จึงเป็นโอกาสในการเผยแพร่แนวคิดและองค์ความรู้ที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทยสู่การสนทนากับผู้เข้าร่วมจากหลากหลายประเทศ พร้อมเปิดพื้นที่สำหรับการศึกษาต่อยอดเกี่ยวกับบทบาทของการเจริญสติและคุณภาพจิตใจในบริบทของสังคมร่วมสมัย
หนังสือ Meditation as Living Practice สะท้อนข้อเสนอสำคัญว่า อนาคตของมนุษยชาติไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงกับปริมาณความรู้หรือความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของจิตใจที่นำความรู้และเทคโนโลยีเหล่านั้นไปใช้ การพัฒนาจิตใจจึงมิใช่เรื่องที่แยกขาดจากความรับผิดชอบต่อโลกภายนอก หากแต่เป็นกระบวนการที่สามารถสนับสนุนการสร้างสังคมแห่งความเมตตา ความเข้าใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน.